เมื่ออังกฤษชุดที่ขี้เหร่ที่สุดในรอบหลายปีจะกลายเป็นแชมป์โลก?(เสือปืนไว)

ในการแข่งขันฟุตบอลระดับชาติทัวร์นาเม้นต์สำคัญๆ อย่าง ฟุตบอลโลก และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือฟุตบอลยูโร 1 ในทีมที่ถูกขาดการเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายและเป็นทีมที่สร้างสีสันได้เสมอคงหนีไม่พ้น ทีมชาติอังกฤษ ด้วยความที่เจ้าของสมญา “สิงโตคำราม” ถูกจัดเป็นพวกทีมขวัญใจมหาชน ด้วยความที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถือเป็นลีกฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก มีคนติดตามดูมากที่สุด ได้รับความนิยมสูงที่สุด แต่แม้จะเป็นทีมถูกพูดถึงและถูกจับตาทุกครั้งที่ลงแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ แต่ในแง่ของผลงานความสำเร็จ ก็ต้องว่าที่ผ่านมาอังกฤษทำได้แค่สวมบทบาทเป็นตัวประกอบ ห่างหายจากความสำเร็จมาอย่างยาวนานเกิน 50 ปี ความสำเร็จหนึ่งเดียวที่ทัพนักเตะทีมชาติอังกฤษเคยทำได้ก็คือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1966

แต่ในศีกฟุตบอลโลกหนล่าสุดที่ประเทศรัสเซีย ที่กำลังฟาดแข้งกังอย่างดุเดือด อังกฤษ เขยิบเข้าใกล้ความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการทะลุเข้าถึงรอบ 4 สุดท้าย โดยในรอบตัดเชือกตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เอาชนะโคลัมเบียในการดวลจุดโทษ และไล่ต้อนเอาชนะสวีเดนในรอบ 8 ทีมด้วยสกอร์ 2-0

ต้องบอกว่าการผ่านเข้ามาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายของทีมชาติอังกฤษในศึกฟุตบอลโลก 2018 ถือว่าเป็นเรื่องที่ “เหนือความคาดหมาย” เมื่อมองดูจากขุมกำลังดาวเตะทัพสิงโตคำรามชุดที่มี แกเร็ธ เซาธ์เกต อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษคุมทัพ เพราะแข้งอังกฤษชุดนี้ส่วนใหญ่หลายคนยังเป็นแค่ดาวรุ่งหรือไม่ก็หน้าใหม่มากๆ กับการรับใช้ทีมชาติและลงสนามในทัวร์เม้นต์ระดับโลกอย่าง World Cup

จนถึงขนาดหลายคนปรามาสว่านี้คือทีมชาติอังกฤษชุดที่ “ขี้เหร่ที่สุด” ในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ย้อนไป 4 ปีที่แล้ว ในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ซึ่งเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ทีมสิงโตคำรามโชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่ ตกรอบแบ่งกลุ่มแบบไม่ชนะใคร 3 นัด เสมอ 1 แพ้ 2 แต่ในทีมชาติอังกฤษชุดนั้นก็ยังมีนักเตะที่ชื่อชั้นถือว่าเป็นแถวหน้าของวงการอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ เวนย์ รูนี่ย์ แม้ทั้ง เจอร์ราร์ด กับ แลมพาร์ด จะอยู่ในวัยเลย 30 แล้วก็ตาม

สำหรับอังกฤษชุดลุยฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ถือเป็นชุดที่ต่อยอดมาจากชุดที่ลงสู้ศึกฟุตบอลยูโร 2016 หรือเมื่อ 2 ที่แล้ว โดยตัด 2 นักเตะที่เคยเป็นตัวหลักของทีมตลอดในช่วงหลายปีหลังอย่าง เวนย์ รูนี่ย์ และ โจ ฮาร์ท เนื่องจากอายุที่มากขึ้นและ “หมดสภาพ” เกินกว่าจะฝืนใช้งานต่อ

โดยในจำนวน 23 นักเตะทัพสิงโตคำรามชุดฟุตบอลโลก 2018 คนที่ถือเป็นดาวเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น แฮร์รี เคน ศูนย์ดาวซัลโวจากสเปอร์ที่น่าจะยกให้เป็นแข้งระดับ “ซูเปอร์สตาร์” ส่วนคนอื่นที่พอจะจัดให้เป็นนักเตะ “เกรด เอ” ก็คงเป็นกลุ่มนักเตะจากทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกทีมล่าสุด อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ไคล์ วอล์คเกอร์  และ จอห์น สโตนส์ (ส่วน ฟาเบียน เดลฟ์ มีส่วนร่วมกับทั้งสโมสรและทีมชาตอน้อยเกินไป ยังห่างไกลกับการเป็นนักเตะเกรด เอ)

ส่วนนักเตะคนอื่นๆ โดยเฉพาะในชุดตัวจริง 11 คนแรก หลายคนเป็นดาวรุ่ง ไม่ก็เพิ่งติดทีมชาติแค่ไม่กี่นัด ไม่ว่าจะเป็น เจสซี่ ลินการ์ด, จอร์แดน พิคฟอร์ด, แฮร์รี่ แมคไกวร์ และ คีเแรน ทริปเปียร์ พวกนี้เล่นให้ทีมกันคนละไม่ถึง 20 นัด แต่กลายเป็นพอได้รับโอกาสจาก เซาธ์เกต แต่ละคนทำผลงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

แน่นอนว่าการที่อังกฤษมาได้ในไกลในฟุตบอลโลกหนนี้แบบเหนือความคาดหมายของใครหลายคน เครดิตเกินกว่าครึ่งตกยกให้กับ แกเร็ธ เซาธ์เกต โค้ชหนุ่มวัย 47 ที่ว่ากันตามตรงเกียรติยศความสำเร็จใดๆ ยังไม่เคยตกมาถึงมืออดีตนักเตะมิดเดิลสโบรห์ แอสตัน วิลล่า และ คริสตัล พาเลซ เลยสักครั้ง ทั้งตอนที่เป็นนักเตะหรือตอนที่ขยับขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม แต่กลายเป็นว่า เซาธ์เกต ที่เคยถูกว่าชื่อชั้นบารมียังไม่ดีพอจะมารับงานใหญ่อย่างการคุมทีมชาติอังกฤษ กำลังพาทัพสิงโตคำรามรุ่มใหม่ไฟแรงไปไกลในศึกฟุตบอลโลก

สไตล์การเล่นของอังกฤษภายใต้การวางหมากของ เซาธ์เกต ออกจะเป็นสไตล์แบบโบร่ำโบราณ คือขึ้นเกมริมเส้นแล้วโยนเข้าใส่แผงหลังของคู่แข่ง ซึ่งวิธีการเล่นแบบนี้คือบอลอังกฤษขนานแท้ที่เคยเป็นแทคติกยอดฮิตเมื่อ 10 – 20 ปีที่แล้ว ซึ่ง เซาธ์เกต นำมาใช้กับทีมชาติอังกฤษชุดนี้ได้แบบลงตัวเหลือเกิน เพราะเจ้าตัวคงรู้ดีว่า สิ่งที่ดีที่สุดของอังกฤษชุดนี้คือศูนย์หน้าอย่าง แฮร์รี่ เคน เพราะฉะนั้นก็ให้ เคน ได้มีโอกาสเล่นบอลให้เยอะที่สุด ด้วยการโยนเข้าใส่โดยมี เคน เป็นเป้าหมาย ซึ่งแผนนี้ถือว่าได้ผล พิสูจน์จากการที่ แฮร์รี่ เคน ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวประจำฟุตบอลโลกหนนี้ หลังซัดไปแล้ว 6 ลูก

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้อังกฤษชุดนี้โชว์ฟอร์มได้ดีเหลือเชื่อก็คือ ความเหนียวแน่นของแนวรับ จอห์นส โตนส์, แฮร์รี่ แมคไกวร์ และ ไคล์ วอล์คเกอร์ ยืนเป็น 3 ปราการหลังได้อย่างลงตัว ทั้งๆ ที่ทั้ง 3 คนดูจะไม่น่ารับประสานลงตัวกันได้ วอล์คเกอร์ เล่นเป็นวิงแบ็คในสโมสร แต่พอทีมชาติ เซาธ์เก็ต ดันโยกไปเล่นเป็นกองหลังตัวกลาง ส่วน สโตนส์ ฤดูกาลที่ผ่านก็เจ็บซะเยอะ ฟิตกลับมาก็ไม่ค่อยได้ลงเล่นให้แมนฯซิตี้ ก็ตอนแรกหลายคนคิดว่าอาจจะไม่มีชื่อติดทีมชาติด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ในรายของ แมคไกวร์ ที่เพิ่งจะสร้างชื่อกับเลสเตอร์ในฤดูกาลนี้นี่เอง ตรงนี้ต้องชม เซาธ์เกต ว่ากล้าจะเปลี่ยนแปลง สมกับที่เคยเป็นกองหลังมาก่อนตอนเป็นนักเตะ ว่างแทคติ้งให้ลูกทีมได้อย่างยอดเยี่ยม

แม้บางคนจะค่อนขอดว่าที่อังกฤษชุดนี้มาไกลได้ถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย เป็นเพราะทีมได้เจอแต่คู่แข่งที่ฝีเท้าชื่อชั้นเป็นรองเยอะ ตั้งแต่ในรอบแบ่งกลุ่มที่ได้อยู่สายเดียวกับ ปานามา ตูนีเซีย แม้จะต้องเจอกับ เบลเยียม แต่ก็เล่นในกันในเกมที่อังกฤษเข้ารอบไปแล้ว แพ้-ชนะไม่มีความหมาย เพิ่งจะมาในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ได้เจอของแข็งขึ้นมาหน่อยอย่าง โคลัมเบีย อังกฤษก็ชนะได้ด้วยการดวลจุดโทษ ส่วน สวีเดน ที่เอาชนะมาได้ในรอบ 8 ทีม ตัวผู้เล่นทีมสวีเดนชุดนี้ก็ไม่ใช้ระดับดาวดัง แต่อังกฤษก็ถือว่าโชว์ฟอร์มได้เยี่ยมที่ชนะมาได้ 2-0

อีกไม่นานก็จะรู้กันแล้วว่า อังกฤษ ชุดที่แทบไม่ถูกคาดหวัง จะไปได้ไกลแค่ไหน เหลือแค่ 4 ทีมสุดท้าย อะไรก็เกิดขึ้นได้!!!

Comments

comments